สุคะโต 51 ขบวนการลดโลกร้อน
“โลกร้อน แต่ใจเย็นทำได้”
ปัญหาโลกร้อนเป็นปัญหาที่จัดว่าอยู่ในขั้นวิกฤตแล้ว เพราะว่ามันส่งผลกระทบไปทั่วทั้งโลกอย่างทั่วถึงในหลายลักษณะและก็รวดเร็วมาก ปรากฏการณ์ที่แสดงโดยเด่นชัดก็คือการที่น้ำแข็งในขั้วโลกเหนือขั้วโลกใต้ละลาย เมื่อ 4-5 ปีก่อนได้มีการคาดการณ์ว่าน้ำแข็งที่อยู่ขั้วโลกซึ่งมันจะหนา 10 กิโลเมตรและก็มีอาณาเขตกว้างขวางมากขนาดเท่าทวีปออสเตรเลีย ก้อนน้ำแข็งมีมาก่อนที่มนุษยชาติจะเกิดมาเสียอีกคือเป็นล้านปี เมื่อ 5 ปีที่แล้วเขาประมาณว่ามันจะละลายจนหมด โลก เฉพาะในช่วงโลกร้อนน้ำแข็งจะละลายจนกระทั่งไม่เหลืออะไรอีกต่อไป นั่นคือพยากรณ์เมื่อ 5 ปีที่แล้ว เขาพบว่าไม่ใช่ 90 ปีเสียแล้วที่น้ำแข็งจะละลายหมด แต่จะเป็นภายใน 5 ปีนี้ก็ได้ก็คือ คศ. 2012 หรือ 2010 ด้วยซ้ำ มันเร็วมากกว่าที่คิด เพราะวิทยาการของมนุษย์เราได้ก้าวหน้าขึ้น ในช่วงหลังการสำรวจตรวจสอบทำอย่างทั่วถึงก็พบว่ามันน่ากลัว เพราะฉะนั้นตอนนี้มนุษย์เราต้องตื่นตัวปัญหาเรื่องนี้มากขึ้น มีปณิธานที่จะบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อโลก บำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย มนุษย์เราไม่ได้แยกตัวออกไปจากสิ่งมีชีวิตทั้งหลายในโลกนี้ เรามีหน้าที่ เรามีจิตสำนึก เรามีปณิธาน ที่จะต้องช่วยรักษาโลกนี้เอาไว้ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อชนรุ่นหลัง ต่อสัตว์นานาชนิด ตอนนี้ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญจะนิ่งดูดายไม่ได้ การที่พวกเรามาช่วยกันปลูกต้นไม้ก็เป็นวิธีหนึ่ง แต่ว่าปีหนึ่งเราคงปลูกต้นไม้ได้ไม่มาก ยกตัวอย่างเช่นการใช้พลาสติก ตอนนี้พลาสติกเป็นปัญหาระดับโลก ปริมาณพลาสติกในมหาสมุทรตอนนี้ประมาณ 3 เท่าของปลาที่จับได้ทั่วโลก ปลาโลมา ปลาวาฬตายเยอะแยะเพราะไปกินพลาสติก มนุษย์เรายังไม่ยอมลดการใช้พลาสติก เพราะว่ามันสะดวกสบายดีไปไหนก็มีพลาสติกแจกซื้อของชอปปิ้งก็ได้มา เคยไปประเทศอเมริกาเขาเปิดแอร์ทั้งบ้านเลย เวลาออกไปก็ไม่ปิดนะ เพราะเวลากลับเข้าบ้านมาจะได้เย็น มันร้อนมันไม่สบายมันไม่สะดวก เหมือนกันกาน้ำร้อนก็เปิดทิ้งไว้ทั้งวันทั้งคืนจะได้สะดวกเวลาตื่นขึ้นมากินชากาแฟก็กดน้ำร้อนกินได้เลย แทนที่ต้องการใช้น้ำร้อนเมื่อไหรก็เปิดเอา หรือว่าเก็บไว้ในกาชนิดที่เก็บความร้อนได้ ในวันนี้ก็ใช้แบบนี้พอกดปุ๊บก็ได้น้ำร้อน แทนที่จะรอสัก 5 – 10 นาที เดี๋ยวนี้เวลาเป็นเงินเป็นทอง คอยไม่เป็นรอไม่ได้ แต่ถ้าเราเริ่มปรับความคิดว่ารู้จักคอยบ้าง รู้จักใช้แรงของตัวเองบ้าง หรือขึ้นลิฟท์ก็เดินขึ้นบันได มันไม่สบายเท่ากับขึ้นลิฟท์แต่ว่ามันดีกับโลกและดีกับสุขภาพของเรา เรื่องแบบนี้เราไม่ค่อยทำกันเพราะว่าความสะดวกสบายเป็นใหญ่ การใช้น้ำก็เหมือนกันสมัยก่อนคนเฒ่าคนแก่มีน้ำใช้เยอะ ล้างจานเสร็จ ซักผ้าเสร็จก็เอาน้ำไปรดหญ้า เอาไปรดต้นไม้ เหนื่อยหน่อยต้องขนน้ำไปรดแต่ว่าเป็นการใช้ประโยชน์ เรียกว่ารีไซเคิลหรือว่ารียูส แต่เดี๋ยวนี้เรา ขี้เกียจ เราล้างจาน น้ำซักเสื้อผ้าเสร็จก็เทใส่ท่อระบายน้ำ จะรดน้ำต้นไม้ก็ไปต่อท่อเอามันไม่เหนื่อย ความคิดแบบนี้จะทำให้เราเป็นมะเร็ง ก็คือช่วยกันทำลายโลก ธรรมชาติที่เราอาศัยอยู่ ถ้าจะช่วยลดโลกร้อนต้องไม่นึกถึงแต่ความสะดวกสบาย ต้องรู้จักพอใจในสิ่งที่มีด้วย เพราะว่าปัญหาก็คือเราต้องการมีเยอะๆ มีมากๆ เราไม่พอใจในสิ่งที่มี แล้วก็สิ่งที่ได้เราก็ไม่ยินดีด้วย ไปซื้อของมาราคา 150 พอกลับมาบ้านหรือว่ามาโรงแรม พบว่าซื้อได้ 100 คนไทยที่เป็นนักชอปปิ้ง ซื้อของมาคนไทยชอบต่อ 200 เหลือ 150 เหลือ 100 ต้องต่อให้ได้ พอต่อแล้วกลับเสียใจพอรู้ว่าคนอื่นต่อได้มากกว่า ซึมเพราะว่าอีกคนเขาซื้อของได้ถูกกว่าเรา เพราะไม่ยินดีในสิ่งที่ได้ ไม่พอใจในสิ่งที่มี ซื้อของก็ให้ยินดีในสิ่งที่ได้มา การที่พวกเราไม่พอใจในสิ่งที่มี ไม่พอใจในสิ่งที่ได้ก็เลยซื้อโน่นซื้อนี่กันใหญ่ ซื้อแล้วก็ไม่ได้ใช้แค่เห็นว่าเรามีก็พอใจ แต่พอมีไปนานๆ มันเบื่อก็อยากได้ใหม่ก็ไปหาของใหม่อีก เป็นเช่นนี้ การลดปัญหาโลกร้อนได้ต้องทำ 2 อย่าง ไม่ให้ความสะดวกสบายเป็นพระเจ้า พอใจในสิ่งที่มียินดีในสิ่งที่ได้ ยอมเหนื่อยยอมยาก เป็นการช่วยเราด้วยช่วยเพื่อนบ้านเราด้วย ช่วยโลกเราด้วย ทุกอย่างลดลงเพราะน้ำมันแพงที่พูดอย่างนี้เพราะมีรถคันหนึ่งเก่าแล้วใช้มา 13 – 14 ปี ก็หาซื้อคันใหม่คันเก่าที่มีก็ไปบริจาค พอน้ำมันแพงเขาบอกว่าไม่เอาแล้วรถ ก็ดีเหมือนกันเพราะว่ามันช่วยประหยัดพลังงาน มันก็ดีเพราะว่ามันช่วยให้เราพึ่งพาตนเองและประหยัดให้มากขึ้น อย่างไรก็ตามก็ต้อง ทำใจให้เป็น แม้เราจะพยายามใช้ชีวิตให้เรียบง่ายมากขึ้น พอใจในสิ่งที่มียินดีในสิ่งที่ได้แล้ว รวมทั้งรู้จักลดละการใช้ ลดการทิ้งขยะ ถุงพลาสติก โลกก็จะไม่ได้หมดปัญหาไปง่ายๆ ปัญหาโลกร้อนไม่กลับสู่สภาพปกติได้ภายในเร็ววัน เพราะว่าสมมุติวันนี้เราไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ คาร์บอนไดออกไซด์ที่มันสะสมมาในบรรยากาศเป็น 100 – 200 ปี มันยังก่อปัญหาอยู่ กว่ามันจะเจือจางหายไปต้องใช้เวลา 20 – 30 ปี สมมุติว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ปล่อยไปเมื่อวานอีก 25 ปี มันจึงจะหายไป เพราะฉะนั้นโลกร้อนก็ยังเป็นปัญหาอยู่ เราต้องทำใจว่าต้องรับมือต้องเจอกับปัญหา น้ำท่วม ฝนแล้ง โรคภัยไข้เจ็บอาจจะเพิ่มมากขึ้น โรคมาลาเรีย อหิวาตกโรค ก็อาจจะมาถี่ขึ้น รวมทั้งโรคใหม่ๆ ด้วยถึงตอนนี้เราต้องฝึกเตรียมใจรับมือกับมัน จะบ่นจะโวยวายจะเป็นทุกข์กับมันก็อาจจะเสียเวลาเปล่าๆ ต้องรู้จักทำใจด้วย ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับอากาศที่มันร้อน พูดง่ายๆ ก็คือว่าโรคร้อนก็ให้มันร้อนไป เราก็แก้ไขเราก็ปรับปรุงมันไป ต้องฝึกใจไม่ให้ร้อนตามไปด้วย มีคนเขาเล่าให้ฟัง วันนั้นก็เป็นวันลางานเขาก็มานั่งพักนอนพักอยู่ที่บ้าน อากาศร้อนมากร้อนจนต้องเปิดแอร์อยู่ในบ้านไม่อยากไปไหน แต่ประมาณตอนบ่ายได้ยินเสียงกดออด เขาก็ออกไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น มีไปรษณีย์เรียกให้เขามารับเอกสารให้เขาเซ็นต์ด้วย เขาหงุดหงิดขึ้นมาทันทีเลยว่าอากาศร้อนอย่างนี้ไม่อยากออกไปเลยอยู่ในห้องแอร์สบายกว่า ก็ปล่อยให้บุรุษไปรษณีย์กดออดไป บุรุษไปรษณีย์ก็มีความเพียรก็กดออดคอย แต่เขาไม่ได้คอยเปล่าเขาก็ร้องเพลงไปด้วย เพลงก็ดังเข้ามาในห้อง สุดท้ายเจ้าของบ้านต้องออกไปรับ ออกไปรับก็บ่นว่าอากาศร้อนเหลือเกินแต่ก็สังเกตว่าบุรุษไปรษณีย์เหงื่อซ่กเลยแต่หน้าตายิ้มแย้ม พอเขารับเอกสารก็เลยถามว่า อากาศร้อนอย่างนี้น้องมีแก่ใจร้องเพลงอีกเหรอ บุรุษไปรษณีย์ก็ตอบว่า เดี๋ยวนี้โลกมันร้อนแต่ว่าใจไม่จำเป็น ต้องร้อนตาม ผมร้องเพลงทำให้ใจผมเย็นขึ้น ใจไม่ทุกข์ คนเราถ้าเราปล่อยให้ใจร้อนไปตามโลกเราทุกข์นะ เราต้องเรียนรู้วิธีที่จะรักษาใจให้เป็นปกติ แม้ว่าโรคมันจะร้อนแค่ไหนก็ตาม โลกร้อนแต่ใจเย็นทำได้ ถ้าเราไม่เผลอไปหงุดหงิดหรือปล่อยให้ความหงุดหงิดครอบงำจิตใจ โลกร้อนแต่ใจเย็นทำได้ หรือแม้แต่เวลาเจ็บเวลาป่วยแต่ใจไม่ป่วยทำได้ พระพุทธเจ้าเคยตรัสกับอุบาสกคนหนึ่งว่า แม้กายกระสับกระส่ายแต่อย่าให้จิตกระสับกระส่ายด้วย อันนี้เป็นสิ่งสำคัญมาพวกเราเป็นชาวพุทธ ถ้าเรารู้จัก ภาวนา ก็คือ ดูใจของเราบ้าง เราก็สามารถช่วยรักษาใจไม่ให้ร้อนได้ ทุกวันนี้เราไปรับรู้สิ่งภายนอกมากเกินไป ตา หู จมูก ลิ้น กายก็ไปรับรู้สิ่งภายนอกอยู่แล้ว การไปรับสิ่งภายนอกถ้าใจก็ส่งออกนอกด้วย มันก็จะเอาความทุกข์กลับมาทับถมไว้ในจิตใจเยอะ เพราะว่าเวลาเราส่งจิตออกนอก มันก็มักจะเป็นตัวปัญหา อะไรที่เป็นปัญหาเรามักจะจำ จะเห็นข้อบกพร่องได้ง่าย เห็นความดีได้ยาก มันก็จะเห็นแต่ปัญหา อ่านข่าวก็เจอแต่ปัญหา ไปทำงานก็เจอแต่ปัญหา แต่ถ้าเราหันจิตเข้ามาดูใจเราเวลาใจมันกระเพื่อม เวลาใจมันหงุดหงิดก็รู้ รู้แล้วความหงุดหงิดมันก็บรรเทาลงก็ดับไปเพราะว่า จิตที่รู้มันเป็นจิตที่เป็นกุศล หรือว่ายังดูจิตได้ยังไม่ครบอย่างน้อยก็รู้จักปรับใจ อย่างบุรุษไปรษณีย์คนที่ว่า เขารู้ว่าจิตเขารุ่มร้อนไปตามบรรยากาศภายนอก แต่เขาก็มีสติพอที่จะปรับจิตปรับใจให้เย็นด้วยการร้องเพลงใจก็เย็นใจก็สบาย ที่จริงเวลาเราเจอความทุกข์เพียงแค่เรารู้จักยิ้ม รอยยิ้มบนใบหน้ามันก็ช่วยทำให้ใจเราดีขึ้นลองสังเกตดู เวลาเราเจอความทุกข์เวลาเราเจอเรื่องอะไรก็ตาม หน้าเราจะบึ้งไปโดยปริยาย โดยไม่รู้ตัวแต่พอเรารู้ตัวยิ้มแล้วก็สังเกตลมหายใจ ลมหายใจเราตื้น หายใจถี่ ลองปรับลมหายใจดู หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ ลมหายใจนี้อย่าไปมองข้ามมันนะ อาตมาเรียกว่า “ลมวิเศษ” เพราะว่าสามารถเอาความหนักอกหนักใจออกไปจากจิตใจของเราได้ เวลาเราหายใจเข้าก็มีสติอยู่กับลมหายใจ หายใจออกรู้ลมหายใจออกทำอย่างนี้สัก 10 ครั้ง หรือจะนับไปด้วยก็ได้ เวลาหายใจเข้ามักจะหายใจออกเปล่า คือเอาออกซิเจนเข้าไป หายใจออกก็หายใจทิ้งเปล่า ลมหายใจไม่เพียงแต่เอาออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายเท่านั้นแต่ยังเอาความสงบเย็นไปเลี้ยงจิตใจได้ แต่ว่าเรามองข้ามไม่รู้จักใช้ลมหายใจเต็มที่ มันก็เลยเป็นประโยชน์แก่กายแต่ไม่เป็นประโยชน์กับจิตใจ ถ้าเรารู้จักใช้ลมหายใจให้เป็นประโยชน์ เวลาหงุดหงิด เวลาโกรธ เวลาโมโห หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ 10 – 20 ครั้ง ความทุกข์ความหม่อนหมองก็จะบรรเทาเบาบางไป สิ่งที่อยู่ในใจเรามันชั่งตวงวัดไม่ได้ แบกดินไม่เท่าแบกความทุกข์ไว้ในใจ ความหนักอกหนักใจมันทำร้ายจิตใจ เราต้องรู้จักทำใจวางใจของเราให้สงบเย็นโดยการมีสติประคองใจหรือว่าให้มีสติรู้ทันความคิดรู้ทัน เวลาทำอะไรก็ตามต้องมีสติรู้ในความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ไปไหนก็ให้รู้ทันความคิดก่อน ความรู้สึกยังตามไม่ค่อยทันหรอก อารมณ์ไม่ค่อยทันแต่อย่างน้อยให้ทันความคิดนึก ความรู้สึกมันเกิดขึ้นก็จะรู้ทันได้ไวขึ้น ต่อไปถ้ามีเวทนาเกิดขึ้นก็จะเห็นมัน แต่ก่อนเวลาเวทนาเกิดขึ้นเวลาปวดกายใจก็จะปวดด้วย เวลากายเป็นไข้ใจก็เป็นไข้ด้วย มันก็เห็นแต่กายที่เป็นไข้ เวลากายป่วยใจก็ไม่ป่วยด้วย เวลาทำงานกายมันเหนื่อยมันเมื่อยใจก็ไม่เหนื่อยไม่เมื่อยด้วย ไม่มีเราเป็นผู้เหนื่อยผู้เมื่อย มันแค่เห็น หรือเวลาเกิดความโกรธขึ้นมาในใจ แต่ก่อนไม่มีสติรู้ทันก็กลายเป็นผู้โกรธ ก็เลยเป็นทุกข์เลย พอเรามีสติเห็นมัน พอเราเห็นมันใจก็จะห่างมามากขึ้น พอเราไม่เห็นใจมันก็ไปกลมกลืนกับความโกรธกลายเป็นผู้โกรธ พอเราเห็นมันเห็นความโกรธเป็นอันหนึ่ง ใจเป็นอันหนึ่ง สติเป็นกรรมการคอยแยกให้ความโกรธกับใจมันออกห่างจากกัน ออกห่างจากกัน คล้ายกองไฟพอเราออกหายจากไฟไฟมันก็ค่อยเล็กลงเล็กลง แล้วยิ่งเราไม่ไปเติมเชื้อเติมฟืนให้กับมัน กองไฟมันก็ดับลงไป เพราะฉะนั้นในภาวะที่โลกร้อนการที่เรามาช่วยกันรักษาป่า ปลูกป่าเป็นเรื่องที่ดีที่น่าอนุโมทนา ปลูกต้นไม้ที่บ้านให้มากขึ้น ช่วยกันลดขยะ ช่วยกันลดพลาสติก ช่วยกันลดการใช้พลังงาน การใช้ไฟ การใช้น้ำมัน ดีต่อเราดีต่อโลกด้วย ขณะเดียวกันก็อย่าลืมจิตใจของเราให้รู้จักการทำใจให้เป็นปกติอยู่ได้ รถติดจะไม่ใช่ปัญหา นักการเมืองที่ไม่ได้เรื่องจะไม่เป็นปัญหากับเรา อาจจะเป็นปัญหาสำหรับประเทศแต่ไม่ใช่ความทุกข์ในใจของเรา รู้จักปล่อยวาง ปล่อยวางที่นี้หมายถึงปล่อยวางที่ใจนะ ปล่อยวางไม่ได้หมายความว่างอมืองอเท้า ปล่อยวางคือว่าเราต้องรับผิดชอบ ป่าเราต้องดูแลแต่เราดูแลด้วยใจที่ปล่อยวาง คือว่าไม่ได้ยึดว่าเป็นของเราเราถึงดูแล ไม่ใช่ป่าของเราเราก็ดูแลได้ด้วยความสำนึกด้วยความรับผิดชอบ หรือจะดูแลด้วยความสำนึกในกตัญญูรู้คุณก็ได้ โลกของเราก็เช่นเดียวกันเราต้องช่วยกันดูแล ด้วยใจที่ปล่อยวาง คือไม่ได้ยึดว่าเป็นของเรา ถึงเป็นของคนอื่นเราก็ช่วยกันดูแลได้ เป็นป่าประเทศไหนถ้าเดือดร้อนเราก็ช่วยกันดูแล สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องมือให้รู้จักเสียสละ รู้จักลดละความถือมั่น ความเห็นแก่ตัว โดยการเสียสละซึ่งความเห็นแก่ตัว การมาปลูกป่าคือการมาทำตัวให้เป็นประโยชน์ เราปลูกป่าไปเราต้องรู้จักสงบเย็นด้วยถึงแม้ว่าวันนี้เราไปปลูกป่ากลางวันแดดก็ร้อน แต่ว่า มันร้อนที่กาย ใจเราเย็น ใจเราสงบใจเราเป็นบุญ ไม่ใช่ปลูกไปก็ด่าคนด่าพระอาทิตย์ไปว่าทำไมมาสว่างเอาตอนเราปลูก ตอนที่ไม่ปลูกเมฆครึ้ม ใจของเราคือตัวการก่อทุกข์ 70% เป็นใจที่ไม่มีสติ ใจที่ไม่รู้เท่าทันความเป็นอยู่ของธรรมชาติ ความทุกข์ทางกายแค่ 30 % เท่านั้น อันนี้พูดรวมถึงคนที่เจ็บป่วย คนเจ็บป่วยเวลาป่วยทุกข์ กายแค่ 30 % ทุกข์ใจเข้าไป 70 % มันทุกข์ใจเพราะว่ามันหงุดหงิดมันกระวนกระวาย กังวล คิดถึงงานการ คิดถึงหนี้คิดถึงค่าใช้จ่าย หรือไปยึดเอาความเจ็บป่วยความเวทนาของกาย พยาบาลคนหนึ่งไปเยี่ยมคนไข้ที่บ้าน คนถามว่าให้คะแนนความเจ็บปวดอย่างไรคือ 1 – 10 ถ้าไม่ปวดก็ 0 ถ้าปวดมากก็ 10 ก็ไปถามคนไข้ที่บ้านว่า ให้คะแนนความปวดเท่าไหร่ คนไข้ก็บอกว่า 10 พยาบาลก็ตกใจว่า 10 ได้อย่างไรเพราะถ้า 10 ก็ต้องนอนที่โรงพยาบาล กายปวด 3 ใจปวด 7 เรียกว่าเป็นสูตรได้เลย คนส่วนใหญ่ก็อย่างนี้แหละ ไปยืนกลางแดดร้อนๆ ที่ร้อนจริงๆ ร้อนกาย 30 ร้อนใจ 70 แต่ถ้ามีสติทำให้ใจเย็นได้ เพราะว่าเดินธรมยาตราทุกปี ทุกปีกลางแดด ร้อนกายไม่เท่าร้อนใจ การทำให้ใจเย็นได้ก็เดินได้นานขึ้น ขอให้ลองไปปฏิบัติกันดูทั้งในเเรื่องของพฤติกรรมการดำเนินชีวิต และการักษาจิตรักษาใจ เพื่อการบรรเทาโลกร้อน ใจเย็นลงแม้โลกร้อนขึ้นก็ตาม |
