กินอาหารอินทรีย์ ร่วมส่งต่อวิถียั่งยืน

การกินอาหารอินทรีย์เป็นหนึ่งในวิถีทางที่ดี เรียบง่าย สร้างภูมิต้านทาน สุขภาพดี และช่วยสร้างโลกสีเขียว ผ่านวิถีอาหารยั่งยืน เลมอนฟาร์ม ชวนผู้บริโภคมาร่วมกับกลุ่มเกษตรกรรายย่อย ช่วยกันสร้างการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ แต่เกิดความยั่งยืนให้โลกใบนี้

ตั้งแต่ต้นปี 2562 เป็นต้นมา ปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 ครอบคลุมหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย และกลายเป็นปัญหาระดับชาติ ซึ่งส่งผลกระทบทั้งระบบเศรษฐกิจ และสุขภาพโดยรวมของประชาชนทั่วประเทศ กรุงเทพมหานครก็เป็นอีกเมืองหนึ่ง ที่ได้ผลกระทบหนักอย่างที่ไม่เป็นมาก่อน สาเหตุส่วนหนึ่งของฝุ่นควันเกิดจากไฟป่า การเผาซากไร่ทำลายวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร อาทิ ซังข้าวโพด ต้นข้าวโพด อ้อย ตอซังข้าว ฯลฯ

เกษตรกรรมเชิงเดี่ยว เพิ่มปัญหา PM 2.5

‘การเผาในที่โล่ง’ คือสาเหตุหลักของปัญหาฝุ่น PM2.5 ในไทย ตามที่กรมมลพิษและกระทรวงพลังงานได้ให้ข้อมูลไว้ว่า บ้านเรามีการเผาในที่โล่งมากสุดถึง 209,937 ตันต่อปี ส่วนใหญ่มาจากการเผาในพื้นที่เพาะปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อสร้างผลผลิตให้แก่ภาคอุตสาหกรรมเกษตรขนาดใหญ่ ในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยและภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

เมล็ดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตอาหารสัตว์ คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ ๕๐ ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นไม่ว่าเขาหัวโล้น ไฟป่า ฝุ่นควัน ทุกคนที่บริโภคเนื้อสัตว์ จึงน่าจะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบ


 

ภาพมุมสูงของภูเขาหัวโล้นทางภาคเหนือฝืนป่าที่เว้าแหว่งกลายเป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

ศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตรวจพบการเผาตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม และเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในเดือนมีนาคม ในช่วงตั้งแต่ 1 ม.ค – 10 เม.ย. 62 พบการเผาที่มากที่สุดที่ประเทศพม่า (41%) ไทย (23%) ลาว (18%) กัมพูชา (13%) และเวียดนาม (5%) ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศเป็นประจำทุกปี นอกจากนี้ยังพบว่าค่าฝุ่น PM2.5 ที่ตรวจวัดบริเวณชายแดนของประเทศไทยที่สถานีแม่สาย จ.เชียงราย มีค่าสูงสุด วันที่ 30 มี.ค. 62 สูงถึง 357 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชากร รวมถึงสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ

ผลกระทบต่อสุขภาพ

อันตรายจากฝุ่น PM 2.5เมื่อฝุ่นสามารถกระจายตัวเข้าสู่อวัยวะต่างๆ ร่างกายได้ จะเข้าไปก่อการสะสมของเชื้อโรคและสารพิษต่างๆ จนทำให้ร่างกายเกิดโรคร้าย ไม่ว่าจะเป็น ภูมิแพ้เรื้อรัง ไซนัส โรคไต โรคหลอด-เลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจขาดเลือด มะเร็งปอดและถุงลมโป่งพองเป็นต้น สำหรับเด็กส่งผลให้สมองมีการพัฒนาช้า สมาธิสั้น และภูมิต้านทานลดลง ทำให้ติดเชื้อในร่างกายได้ง่ายอีกด้วย

ความยากจนและหนี้สินของเกษตรกรรายย่อย สร้างทุกขภาวะ

เกษตรกรกรรายย่อยในชนบท ไม่มีทางเลือกทางการเลี้ยงชีพ จึงจำเป็นต้องทำเกษตรเคมีเชิงเดี่ยวซึ่งมีตลาดรับซื้อ ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อย ฯลฯ แม้ขายได้ราคาต่ำ แต่พอมีรายได้เลี้ยงครอบครัวทำแล้วขาดทุน ใช้สารเคมีมาก เสียสุขภาพและเป็นหนี้ซ้ำซาก ความยากจนของครัวเรือนในภาคเกษตรในปีเพาะปลูก 2556/57 พบว่าครัวเรือนมีรายได้เฉลี่ย 88,402 บาทต่อคนต่อปี และครัวเรือนที่ยากจนที่อาศัยอยู่ในภาคเหนือ มีรายได้เฉลี่ยต่ำสุดคือ 17,207 บาทต่อคนต่อปี (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2557)

ตั้งแต่ปี 2557 เลมอนฟาร์ม ได้เริ่มงานพัฒนาอาหารอินทรีย์ร่วมกับกลุ่มเกษตรกรรายย่อย โดยใช้มาตรฐาน Lemon Farm Organic PGS ที่นำหลักการอินทรีย์ PGS IFOAM มาใช้เป็นพื้นฐานพัฒนาคุณภาพอาหารอินทรีย์ กระบวนการรับรองแบบมีส่วนร่วม Participatory Guarantee System (PGS) เป็นกระบวนการรับรองที่มาจาก IFOAM PGS ซึ่ง IFOAM (สหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ) ได้พัฒนามาตรฐานและระบบการรับรองนี้ขึ้นมาเพื่อสนับสนุนเกษตรกรรายย่อย ที่ไม่สามารถเข้าถึงการรับรองมาตรฐานโดยหน่วยงานรับรองของรัฐและเอกชนได้

ปัจจุบันงานพัฒนาอาหารอินทรีย์ Lemon Farm Organic PGS มีกลุ่มเกษตรกรสมาชิก 10 กลุ่ม 8 จังหวัด มีสมาชิกเกษตรกร 440 ครอบครัว พื้นที่ 10,518 ไร่ มีผลผลิตเป็น ข้าว ธัญพืช ผัก ผลไม้ อาหารแปรรูป โดยได้รับการสนับสนุนการดำเนินงาน จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และหน่วยงานภาคี เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ และหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ในพื้นที่ ร่วมกันทำงานเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร ระบบการดำเนินงาน PGS ของเลมอนฟาร์ม ได้รับการยอมรับจากสำนักงานมาตรฐานอาหารและเกษตรแห่งชาติ (มกอช.) ในปี 2561 ว่าเป็นไปตามมาตรฐานที่ยอมรับ

Lemon Farm Organic PGS จึงเป็นเครื่องมือให้เกษตรกรรายย่อยสามารถเข้าสู่ตลาดได้ ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตยั่งยืน เป็นเครื่องมือพัฒนาความรู้เกษตรกรรายย่อย ยกระดับมาตรฐานการผลิตจากพืชเชิงเดี่ยว สู่การทำผักผลไม้อินทรีย์

ลุงทัย : กฤตอินต๊ะนาม กับแปลงผักอินทรีย์ในหุบเขาหัวโล้น และไร่ข้าวโพด (ฟักทองบัตเตอร์นัท, ฟักทองญี่ปุ่น)

ลุงทัยเคยทำไร่ข้าวโพดเคมีบนภูเขา 53 ไร่ มีหนี้สินจากการซื้อปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง และการใช้สารเคมีอย่างหนัก ทำให้สภาพพื้นที่แปลงลุงทัย กลายเป็นดินไร้ชีวิต แข็งแน่น และเห็นเพื่อนๆ เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งจากการใช้สารเคมี ทำให้ตั้งใจอยากหนีให้พ้นจากวงจรเคมี จึงตัดสินใจเลิกปลูกข้าวโพดเคมี คืนที่ดินกับกรมป่าไม้และปรับที่ดินทำกินเหลือเพียง 2 ไร่ ทำพื้นที่เกษตรอินทรีย์ เพียง 1 ปี ผืนดินที่เคยแห้งแข็งกระด้างก็กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

ปัจจุบันลุงทัยสามารถปลดหนี้สะสมที่เคยทำเคมีได้บางส่วน ไม่ก่อหนี้เพิ่ม มีรายได้จากการทำเกษตรอินทรีย์ ผลผลิตหลักเป็นฟักทองญี่ปุ่น บัตเตอร์นัท และยังมีพืชพื้นบ้าน เช่นมะนอย มะเขือยาว ที่สามารถเป็นแหล่งอาหารให้คนในครอบครัวและคนในชุมชน ที่ไม่ต้องไปซื้อจากตลาดข้างนอก สร้างรายได้ สร้างอาชีพให้กับลุงทัยได้อย่างยั่งยืน

พี่แอ๋ว : นิบภา ธัญญมงคลทรัพย์ (สลัด,มะเขือเทศ,ข้าวโพดทับทิมสยาม)

วิกฤติขาดทุนจากการขายลำไยเคมี พี่แอ๋วและพี่เชาว์ จึงพยายามหาทางออกเพื่อสร้างอาชีพที่ยั่งยืน โดยเริ่มทำเกษตรอินทรีย์ ทดลองปลูกผักอินทรีย์ที่หลากหลายในพื้นที่4 ไร่ ปัจจุบันพี่แอ๋วคือหนึ่งในสมาชิกเกษตรกรอินทรีย์ต้นแบบของกลุ่ม PGS น่าน ที่มากประสบการณ์ สามารถทำการผลิตพืชผักอินทรีย์ในฤดูหนาวที่ผ่านมา ได้มากกว่า 15 ชนิด ไม่ว่าจะเป็นผักสลัดนานาชนิด กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก บร็อคโคลี่ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดทับทิมสยาม ข้าวโพดข้าวเหนียว มะเขือเทศซึ่งให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ และเป็นอินทรีย์แบบ 100 %

พี่มิค : ธนนท์ ณ น่าน (แครอท,หัวไชเท้า,บีทรูท)

คนรุ่นใหม่ที่หนีความวุ่นวายในเมืองกรุงกลับบ้าน โดยเริ่มต้นปลูกข้าวโพดเคมี เช่นเดียวกับชาวบ้านในชุมชน มิกได้ประสบการณ์หลังจากขายผลผลิตเมื่อสิ้นสุดฤดูกาลว่า รายได้ที่ได้รับนั้นเมื่อหักค่าเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยเคมี ยาเคมีต่างๆ เหลือแค่ 2,000 บาทเป็นค่าแรงทั้งปี ในปี 2559 จึงหันมาทำเกษตรอินทรีย์อย่างมุ่งมั่น เรียนรู้กระบวนการกับกลุ่มเกษตรอินทรีย์ พีจีเอส น่านและได้เรียนรู้ พัฒนาเทคนิคการเกษตรและยังแบ่งปันความรู้ให้สมาชิกในกลุ่ม โดยเฉพาะการผลิตพืชหัวให้ได้คุณภาพ อย่าง หอมหัวใหญ่ รสชาติอร่อย แครอทไทย หัวไชเท้าขาว หัวไชเท้าญี่ปุ่น บีทรูท ซึ่งสามารถสร้างรายได้หลักในช่วงฤดูหนาว ส่วนฤดูร้อนและฤดูฝนที่ไม่สามารถปลูกพืชหัวได้ ก็จะสลับปลูกพืชที่ให้ผลแทน เช่น ฟักทองญี่ปุ่นบัตเตอร์นัท เพื่อเป็นการหมุนเวียนพืชและบำรุงพื้นที่ปลูก ลดปัญหาโรคและแมลงที่เกิดซ้ำได้อีกด้วย

Lemon Farm Organic PGS จ.น่าน ความตั้งใจของคนห้วยหาด-หลักลาย เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน “จากไม้กวาดต้นก๋ง พิทักษ์ป่า สู่…ไข่ไก่ Organic คุณภาพ”

ในอดีตหมู่บ้านห้วยหาด บ้านหลักลายเป็นแหล่งทำข้าวโพดเลี้ยงสัตว์บนดอยเหมือนที่อื่นๆ จนปี 2554 ชุมชนได้คุยกันว่า เลิกปลูกข้าวโพดเคมีและห้ามนำสารเคมีมาในหมู่บ้าน ด้วยสาเหตุที่ว่า การปลูกข้าวโพดเคมีที่ทำมาต่อเนื่องหลายสิบปี ทำให้ทุกคนในหมู่บ้านมีค่าสารเคมีตกค้างในเลือดระดับ 4 (อันตราย) แม่น้ำและอาหารในชุมชนมีสารเคมีตกค้าง ในป่าไม่มีอาหารไม่มีสัตว์ เก้ง หมูป่า กระรอก ปลาในแม่น้ำก็หายไป และเหตุผลสำคัญที่สุดคือ ชาวบ้านได้ทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายของตนเอง จึงได้รู้ว่าการทำข้าวโพดแต่ละปีเมื่อหักค่าปุ๋ยค่ายาแล้วมีเงินเหลือเพียง 200 บาท หลังจากชุมชนพร้อมใจกัน “หักดิบ” เลิกปลูกข้าวโพดเคมี ชุมชนพยายามหาทางที่จะอยู่ร่วมกับป่า อย่างยั่งยืน คืนป่าสามพันกว่าไร่ให้เป็นป่าชุมชนที่ชาวบ้านดูแลกันเอง ไม่เผา ไม่บุกรุกป่า มีอาชีพเลี้ยงสัตว์ เลี้ยงวัว ไก่ไข่ แต่ก็มีรายได้บ้างแต่ไม่มากนัก

เริ่มจากทำไม้กวาดต้นก๋ง พิทักษ์ป่า น้องเบนซ์ บัณฑิตจบใหม่วิทยาศาสตร์สุขภาพ ม.พะเยา มุ่งมั่นที่จะทำเกษตรอินทรีย์ ในกระบวนการ Lemon Farm Organic PGS โดยมุ่งหวังที่จะเป็นตัวอย่างจุดประกายให้สมาชิกในชุมชนเพื่อสร้างชุมชนที่ยั่งยืนได้นำต้นก๋งที่เกิดขึ้นในป่ารอบๆ หมู่บ้านมาใช้ประโยชน์ทำเป็นไม้กวาด เพื่อเป็นรายได้เสริม เพื่อสืบทอดผืนดินที่สะอาดจากสารเคมี ไม่ต้องยอมจำนนเปลี่ยนเป็นไร่ข้าวโพด และสร้างควันพิษ ส่งมาขายที่เลมอนฟาร์ม ในช่ือว่า ”ไม้กวาดต้นก๋งพิทักษ์ป่าน่าน”

สมาชิกพยายามสร้างรายได้ด้วยการผลิตพืชผักอินทรีย์ เช่น สุกินี่ แต่ด้วยปัญหาวิกฤตสภาพอากาศแปรปรวนทำให้มีรายได้ไม่มากนัก กลุ่มจึงได้พยายามหาทางสร้างอาชีพอินทรีย์ที่มั่นคงและเป็นทางรอดของคนในชุมชน จนนำมาสู่การเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์ โดยได้รับความรู้จาก คุณอำนาจ เรือนสร้อย แทนคุณออร์แกนิค ด้วยการสนับสนุนจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเลมอนฟาร์ม แม่ไก่อินทรีย์ 700 กว่าตัว เลี้ยงในระบบเกษตรอินทรีย์ PGS ไม่มีการกักขังพื้นที่การเลี้ยง แม่ไก่สาวได้เดินออกกำลังกายอย่างอิสระ เติบโตตามธรรมชาติตามหลักสุขภาพที่ดีของสัตว์ ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ ไม่ใช้วัคซีนและ ฮอร์โมน (Animal Welfare)

ลุงตัน น้องเบนซ์ และชาวบ้านห้วยหาด ทุ่มเทเลี้ยงอย่างทะนุทนอม ให้แม่ไก่เติบโตอย่า สมบูรณ์ดีที่สุด ได้กินอาหารอินทรีย์แท้ๆ ไปเสาะหาส่วนผสมวัตถุดิบที่คัดสรรจากแหล่งผลิต ในกระบวนการรับรองมาตรฐาน Lemon Farm Organic PGS น่าน มากถึง 60% ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำคัญ อย่าง ปลายข้าว รำ ข้าวโพด โดยผสมอาหารเองทุกขั้นตอนเพื่อให้ได้อาหารที่มีคุณภาพ  ปัจจุบัน ชุมชนยังคงเดินหน้าเพื่อจะสร้างอาชีพที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นในชุมชน โดยมีไข่จากแม่ไก่สาว Organicเป็นตัวแทนของผลผลิต ที่มากคุณค่าและความตั้งใจของคนห้วยหาด-หลักลาย เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนของคนในชุมชน ในการอยู่ร่วมกับป่าอย่างยั่งยืน

ในการเก็บเกี่ยวอ้อยมาผลิตน้ำตาลในหนึ่งปีจะผลิตในช่วงฤดูกาลเดียวที่เหมาะสมคือตั้งแต่เดือน มีนาคม – เมษายน ซึ่งจะมีค่าความหวานของน้ำตาลในอ้อยที่ทำให้ได้น้ำตาลคุณภาพรสชาติหวาน และหอมละมุน สำหรับพื้นที่ปลูกอ้อยอินทรีย์ ของชาวบ้านห้วยส้ม อ.นาน้อย จ.น่าน จากเดิมที่ชาวบ้านเคยปลูกอ้อยเคมีและประสบปัญหาภัยแล้งทำให้ต้นอ้อยไม่สมบูรณ์ ได้ปริมาณน้ำน้อย จึงมุ่งมั่นปรับเปลี่ยนมาปลูกอ้อยอินทรีย์ หยุดการใช้สารเคมีในการเพาะปลูก ไม่เผาเศษวัสดุเหลือทิ้งจากการเก็บเกี่ยว เพื่อลดสร้างปัญหาหมอกควันในพื้นที่ เพราะอยากอยู่ร่วมกับผืนป่าอย่างยั่งยืน

ความพิเศษของน้ำตาลอ้อยอินทรีย์ของกลุ่ม ใช้ภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น กรรมวิธีโบราณเคี่ยวแบบดั้งเดิมบนเตาถ่าน นาน 6 ชั่วโมง ไม่ใส่สารเติมแต่ง

ปัจจุบันน้ำตาลอ้อยอินทรีย์ เป็นผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สร้างรายได้เสริม เลี้ยงชีพให้กับคนในชุมชนสามารถพึ่งพาตัวเองได้ มีการสร้างงานให้กับคนในพื้นที่ และเกิดการสร้างอาชีพให้กับลูกหลานที่มีความสนใจ ได้กลับมาต่อยอดพัฒนาน้ำตาลอ้อยให้เกิดคุณค่า จนสามารถขยายกลุ่มผู้ผลิตจากเดิมที่ทำกันเพียง3 ครอบครัว พื้นที่ผลิตอ้อย 6 ไร่ เพิ่มอีก 5 ครอบครัว มีพื้นที่ผลิตอ้อยเพิ่ม 8 ไร่ 1งาน รวมทั้งหมด 8 ครอบครัวพื้นที่ 14 ไร่ 1 งาน

ลางสาดอินทรีย์และผืนป่าวนเกษตร มรดกเพื่อลูกหลาน จ.อุตรดิตถ์ ฤดูกาล (เดือน ก.ย.-ต.ค.)

การรวมตัวกันของกลุ่มเกษตรกร Lemon Farm Organic PGS อุตรดิตถ์ ร่วมกับคณะผู้วิจัยอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ และเลมอนฟาร์ม เพื่อร่วมกันปกป้อง “ลางสาด” ผลไม้ท้องถิ่น เอกลักษณ์ของ จ.อุตรดิตถ์ ที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของคนในพื้นที่มาหลายร้อยปี ซึ่งปัจจุบันต้นลางสาดกำลังจะถูกตัดโค่น เพื่อเปลี่ยนเป็นพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาดินสไลด์และใช้สารเคมีบนที่สูง “ลางสาด สำหรับความหมายของคนในพื้นที่ คือตัวแทนเป็นการฟื้นฟูป่า ฟื้นฟูอาหาร เพื่อความมั่นคง ทางอาหาร ในป่ามีกล้วย มีผลไม้ มีพืชผัก ส้มโอ สับปะรด ทุเรียน ลองกอง ฯลฯ ใน 12 เดือนชาวบ้านได้อาหาร จากป่าวนเกษตรตลอดทั้งปี การรักษาระบบป่าวนเกษตรซึ่งมีลางสาดเป็นพืชที่สำคัญในระบบ จะช่วยรักษาระบบ อาหารที่ยั่งยืนและมั่นคงให้ชุมชน เรามีภูมิปัญญามาเป็นร้อยปี กลุ่มเราก็อยากจะรักษาป่าวนเกษตรอินทรีย์นี้ให้กับลูกหลาน” สุทธิรักษ์ ปาลาด อดีตนักวิชาการเกษตร ผู้ประสานงานกลุ่มเกษตรอินทรีย์พีจีเอส อุตรดิตถ์ กล่าว

ปัจจุบันกลุ่มวนเกษตรอินทรีย์ พีจีเอส อุตรดิตถ์ มีผลผลิตหลักเป็นลางสาด ลองกอง ทุเรียน มะยงชิด มะปรางหวาน ซึ่งเป็นพืชที่สร้างรายได้ให้กับสมาชิกในกลุ่มและยังคงทำงานรักษาป่าวนเกษตร ไม่ให้มีการตัดต้นไม้ทำลาย เป็นการรักษาพืชพันธุ์ท้องถิ่น ประจำจังหวัด อุตรดิตถ์ ให้คงอยู่อีกด้วย

<< Back