ปัจจุบัน “โปรตีนจากพืช” (Plant-based Protein) กลายเป็นอาหารทางเลือกที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่ผู้บริโภคยุคใหม่เริ่มตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างการรับประทานอาหารกับคุณภาพชีวิตในระยะยาว ประกอบกับความใส่ใจในด้านสิ่งแวดล้อม และข้อจำกัดในการบริโภคอาหารของผู้บริโภค ทำให้ผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืชกลายเป็นคำตอบที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่
ข้อแตกต่างระหว่าง “โปรตีนจากพืช” และ “โปรตีนจากสัตว์”
🥜โปรตีนจากพืช : ส่วนใหญ่มักจะมีกรดอะมิโนจำเป็นบางชนิดไม่ครบถ้วน (Incomplete Protein) แต่มีข้อได้เปรียบที่โดดเด่นคือไม่มีคอเลสเตอรอล ไขมันต่ำ และอุดมไปด้วยใยอาหาร (Fiber) รวมถึงสารพฤกษเคมี (Phytochemicals) ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)


🐔โปรตีนจากสัตว์ : จัดเป็นโปรตีนสมบูรณ์ (Complete Protein) เนื่องจากมีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วนตามความต้องการของร่างกาย ทั้งยังมีความสามารถในการย่อยและดูดซึมสูง นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งสำคัญของวิตามินบี 12 ซึ่งไม่พบในพืช อย่างไรก็ตาม โปรตีนจากสัตว์มักมาพร้อมกับไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอล ซึ่งหากได้รับไขมันอิ่มตัวในปริมาณที่มากเกินไปอาจส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวได้
ทำไมโปรตีนพืชถึงเป็นคำตอบของคนยุคใหม่
เมื่อเราเข้าใจความแตกต่างระหว่างโปรตีนทั้งสองแหล่งแล้ว จะเห็นได้ว่าการเลือกรับประทานโปรตีนจากพืชไม่ได้เป็นเพียงการกินเพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของแหล่งโปรตีนที่ดีต่อสุขภาพเท่านั้น แต่คือการให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลใหม่ให้ร่างกายในระยะยาว โดยมีคุณประโยชน์ที่โดดเด่นในหลากหลายมิติ ดังนี้

✅ลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) : โปรตีนจากพืชมีปริมาณไขมันอิ่มตัวต่ำมากและไม่มีคอเลสเตอรอล ซึ่งแตกต่างจากโปรตีนจากสัตว์ การปรับมาบริโภคโปรตีนจากพืชมากขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้
✅ตัวช่วยสำคัญในการควบคุมน้ำหนัก: แหล่งโปรตีนจากพืชมีใยอาหารเป็นองค์ประกอบ ซึ่งช่วยให้รู้สึกอิ่มท้องได้นานขึ้น ลดความอยากอาหารจุกจิก และช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงานรวมในสัดส่วนที่เหมาะสม
✅ปรับสมดุลระบบขับถ่ายและภูมิคุ้มกัน : ใยอาหารในพืชไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องการขับถ่าย แต่ยังทำหน้าที่เป็นพรีไบโอติกส์ (Prebiotics) ซึ่งเป็นแหล่งอาหารของจุลินทรีย์ชนิดดีในลำไส้ การมีสมดุลจุลินทรีย์ที่ดีเป็นรากฐานสำคัญของระบบภูมิคุ้มกัน
ที่แข็งแรงและการดูดซึมสารอาหารที่มีประสิทธิภาพ
✅อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ : ในพืชมีสารพฤกษเคมีหลากหลายชนิด สารเหล่านี้มีคุณสมบัติช่วยต้านการอักเสบภายในร่างกาย
และลดความเสื่อมของเซลล์ ซึ่งเป็นการดูแลสุขภาพจากภายในสู่ภายนอก
เคล็ดลับอัปเกรดโปรตีนพืช : ทำไม “ความหลากหลาย” จึงเป็นหัวใจสำคัญ หลายคนอาจกังวลว่ากินพืชแล้วจะได้โปรตีนไม่เท่าเนื้อสัตว์ เพราะพืชส่วนใหญ่มักเป็น “โปรตีนไม่สมบูรณ์” (Incomplete Protein) หรือมีกรดอะมิโนจำเป็นไม่ครบถ้วน ยกเว้น “ถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง” ที่มีกรดอะมิโนครบทั้ง 9 ชนิด จัดเป็น “โปรตีนสมบูรณ์” (Complete Protein) มีคุณภาพโปรตีนใกล้เคียงกับโปรตีนจากเนื้อสัตว์มากที่สุด
ส่วนใครที่อยากกินพืชชนิดอื่นให้ได้ประโยชน์สูงสุด เรามีเทคนิคง่ายๆ ในการแก้ข้อจำกัดนี้ด้วยหลักการ “จับคู่…เติมเต็ม” เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วนที่สุด
✅หลักการจับคู่: พืชแต่ละกลุ่มมีจุดเด่นและข้อจำกัดของกรดอะมิโนที่ต่างกัน เช่น กลุ่มธัญพืช (ข้าว, ข้าวสาลี) มักมีกรดอะมิโน “ไลซีน” ต่ำ ในขณะที่กลุ่มถั่วเมล็ดแห้ง มักมีกรดอะมิโน “เมไทโอนีน” ต่ำ
✅How-to กินให้เวิร์ก: เพียงเราสนุกกับการเลือกวัตถุดิบให้หลากหลาย หมุนเวียนกันไปในแต่ละมื้อ หรือใช้เทคนิคจับคู่กันในจานเดียว เช่น “ข้าวกล้องคู่กับถั่ว” หรือ “ขนมปังโฮลวีตทาเนยถั่ว” วิธีการนี้จะช่วยเติมเต็มข้อจำกัดของพืชแต่ละชนิดให้กลายเป็นโปรตีนที่สมบูรณ์เทียบเท่าเนื้อสัตว์
เช็กลิสต์ปริมาณโปรตีน : วางแผนมื้ออร่อยให้เพียงพอในทุกวัน
“เมื่อรู้วิธีจับคู่ให้ได้โปรตีนคุณภาพแล้ว อีกสิ่งที่ลืมไม่ได้คือการกะ ‘ปริมาณ’ ให้เพียงพอในแต่ละวันค่ะ เพื่อให้คุณสนุกกับการ Mix & Match วัตถุดิบได้อย่างมั่นใจ ตารางด้านล่างคือ ตัวอย่างปริมาณโปรตีนจากพืชยอดนิยม เพื่อใช้วางแผนมื้ออร่อยแบบง่ายๆ กัน”

เคล็ดลับการกินให้ได้ประโยชน์สูงสุด
✅เน้นความหลากหลาย : กินพืชให้หลากหลายชนิด เพื่อให้ได้รับกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน
✅เลือกแบบแปรรูปน้อย : เลือกวัตถุดิบจากธรรมชาติ (Whole Food) เพื่อเลี่ยงโซเดียมและสารเจือปน
✅ปริมาณที่เหมาะสม : คำนวณโปรตีนให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน
กินโปรตีนเท่าไหร่ดี? ใน 1 วันเราต้องกินแค่ไหน
✅วัยทำงานสุขภาพดี : ควรได้รับโปรตีน 1.0/ น้ำหนักตัว 1 กก./วัน
✅ผู้สูงอายุสุขภาพดี : ควรได้รับโปรตีนอย่างน้อย 1.0–1.2 กรัม/ น้ำหนักตัว 1 กก./วัน หรือ 25-30 กรัม/มื้อ เพื่อรักษาและสร้างมวลกล้ามเนื้อ
✅สำหรับผู้ที่เจ็บป่วยหรือมีภาวะทุพโภชนาการ : ควรได้รับโปรตีน 1.2–1.5 กรัม / น้ำหนักตัว 1 กก./วัน
✅ผู้ที่มีปัญหาโรคไต : ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารเพื่อปรับปริมาณให้เหมาะสม
เอกสารอ้างอิง:
1. Harris S, DePalma J, Barkoukis H. Protein and Aging: Practicalities and Practice. Nutrients. 2025;17(15):2461.
2. ยุวดี พัฒนะมนตรี. โปรตีนจากพืช และโปรตีนจากสัตว์. Thai JPEN. 2568;33(1):1-12.
3. วราลี จ้อยมาก. เนื้อจากพืชในมุมมองของคุณภาพโปรตีนและการลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง. Thai JPEN.2565;30(2):11-20.
4. USDA FoodData Central. [Internet]. 2026. Available from: https://fdc.nal.usda.gov/
5. สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล. ฐานข้อมูลองค์ประกอบอาหารไทย (Thai Food Composition Database, OnlineVersion 2). 2558.
6. Food and Agriculture Organization, World Health Organization. Protein quality evaluation: report of the Joint FAO/WHO Expert Consultation. Rome: FAO; 1991. (FAO Food and Nutrition Paper, No. 51).
7. Hughes GJ, Ryan DJ, Mukherjea R, Schasteen CS. Protein digestibility-corrected amino acid scores (PDCAAS)for soy, hemp, and other plant-based proteins. J Agric Food Chem. 2011;59(23):12707-12.
8. Leardkamolkarn V, Thongthep W, Suttiarporn P, Kongkachuichai R, Wongwises S. The chemopreventive effect of rice bran bran extracts from Thai rice cultivars on human cancer cell lines. J Med Plants Res.2011;5(32):6943-52.
There are no reviews yet. Be the first one to write one.







